เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน พร้อม ดร. เดชรัตน์ สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิต พรรคประชาชน ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ นายเซีย จำปาทอง ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ นายศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ และนางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง
ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
• Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม
• Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ
• Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่
• Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์
• Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
• Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย
สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI” ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ
ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท
สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่
1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI
2. ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ
3. ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว
“พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม
ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”
..............................................................
เผยแพร่โดย ฝ่ายสื่อสารองค์กร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (โทร. 0-2345-1051)
On January 27, 2026, Mr. Kriangkrai Thiennukul, Chairman of the Federation of Thai Industries (FTI), along with the executive committee of FTI, welcomed the executive committee of the People's Party, led by Mr. Natthapong Ruangpanitwut, the party's Prime Minister candidate, along with Dr. Decharat Sukkanit, candidate for Deputy Prime Minister for Quality of Life, People's Party, Dr. Sitthipol Wiboonthanakul, management team of the People's Government in the Economy sector, Mr. Sia Champhathong, management team of the People's Government in the Economy sector, Mr. Supachoti Chaisaj, management team of the People's Government in the Economy sector, Dr. Poonsak Janjampai, management team of the People's Government in Quality of Life, Mr. Isariya Pairiphaitrit, management team of the People's Government in State Reform, Mr. Worapot Wiriaroj, management team of the People's Government in State Reform, Mr. Wisut Tantinun, management team of the People's Government in State Reform, and Ms. Piangphano Boonglam, management team of the People's Government in State Reform for a meeting to discuss and exchange policy perspectives on advancing the Thai industry at Passion Room (802), 8th Floor of FTI.
Mr. Kriangkrai Thiennukul, Chairman of the Federation of Thai Industries (FTI), stated regarding the overall Thai economy that it is akin to a "stuck car," needing vigorous energy and measures for recovery, reflecting the urgent necessity to push for tangible government policies to restore the economy, increase income, reduce expenses, solve debt issues, enhance liquidity, and drive the tourism sector to become one of the main engines of the country again.
On this occasion, Mr. Kriangkrai presented the significant challenges the Thai industrial sector is currently facing, including U.S. tax measures, issues of dumping and export right violations, trade wars, geopolitical conflicts, border disputes, household and business debt problems, strong Baht currency, impacts from climate change, rapid technological changes, as well as gray businesses and cybercrime, including structural problems such as the aging society, the middle-income trap, the education system, political stability, inconsistent policies, unbalanced budgets, corruption, and outdated laws.
The International Monetary Fund (IMF) has assessed the overall Thai economy for the years 2025-2026, predicting that the GDP in 2026 will grow at a slowed rate of only 1.6% (down from 2.1% in 2025), which aligns with predictions from the Joint Committee of the Private Sector from three institutions (JCC) amidst various surrounding risk factors and increasing trade deficit trends, despite some export recovery trends in certain groups like electronics.
Therefore, FTI has proposed various approaches to developing the Thai industry in eight key areas encompassing legal and regulatory reforms, human resource development and labor productivity, energy management, promotion of exports and target industries, enhancement of technology and innovation, sustainable industrial development, support for SMEs, and development of logistics infrastructure and industrial zones to enhance the country’s competitive capacity in the long term.
Additionally, FTI has presented the book "Reinvent Thailand," which compiles practical policy recommendations for the government to implement, hoping that the private sector will be the main mechanism driving the economy, while the government supports and creates an enabling environment for adaptation, alongside the financial sector providing efficient resource allocation to jointly create a sustainable future for Thailand.
FTI is also ready to support the development of six key sectors vital to the Thai economy, including:
• Smart Electronics: Mid-to-high-end electronic production base of major global companies with potential for design and innovation development.
• Automotive: The largest automobile production base in ASEAN with a complete and robust supply chain ready to transition to electric vehicles (EV) and smart vehicles.
• Retail & Trading: Large retail and wholesale market addressing various consumer income levels and widely distributed.
• Medical & Wellness: An industry that has internationally recognized service standards and has advantages in domestic raw materials for the production of medicines and medical supplies.
• Agri & Food Processing: An industry well-equipped with agricultural raw materials and a complete supply chain from upstream to downstream, ready to elevate products to high value-added items.
• Tourism: A diverse tourism sector with unique cultural and culinary identities, possessing the potential to attract high-quality tourists.
All six sectors are expected to play significant roles in driving the economy, creating jobs, and fostering SMEs growth, while also linking to the New S-Curve industries that have the potential to create added value for the country in the future.
Mr. Natthapong Ruangpanitwut, Prime Minister candidate of the People's Party, discussed the party's ideas and policies for driving the economy and industry, emphasizing that the party is committed to three key principles: transparency, efficiency, and a citizen-centric approach, which are central to determining policy directions across all dimensions.
Mr. Natthapong stated that creating new industries cannot happen in a short timeframe but requires continuity and commitment to systematic change. The People's Party is therefore ready to 1111111111111111111111111111111111111111111












